การใช้ยามีโบรักษาแผลแบบต่างๆ

 

19.  Q : กรณีที่ถูกยางมะตอยที่ร้อนๆ กระเด็นติดผิวหนัง ควรทำอย่างไร ?

       A :  ไม่ต้องนำยางมะตอยออก สามารถทายามีโบทับลงบนแผลที่มียางมะตอยติดอยู่ได้เลย

ควรทายาให้หนามาก   แล้วปิดด้วยผ้าก็อต 1-2 ชั้น  เพื่อรักษาความชุ่มชื้น ประมาณ 6 –12

ชั่วโมง  ยางมะตอยจะเริ่มละลาย ให้นำผ้าก็อตที่ปิดไว้ออก   แล้วใช้ผ้าก็อตสะอาดซับยา

และสิ่งปฏิกูลทิ้ง  ทายาใหม่   ปิดด้วยผ้าก็อตสะอาด 1-2 ชั้นเช่นเดิม  ทำซ้ำแบบนี้วันละ 

2 - 3  ครั้ง  ประมาณ  3 - 4 วัน  ยางมะตอยที่ติดอยู่จะหลุดออกจนหมด 

 

20.  Q : กรณีที่ถูกน้ำมันลวกควรทำอย่างไร ?

       A :  ให้รีบซับน้ำมันออก    แล้วทายามีโบหนาๆทับทันที      อาการปวดแสบปวดร้อนจะลด

น้อยลงหลังทายาแล้ว 10 - 15  นาที  หากเกิดแผลพุพอง  ให้ทำตามวิธีใช้ยามีโบ

 

21.  Q : แผลที่เกิดจากการโดน สารเคมี  น้ำกรด  มีวิธีล้างแผล   และใช้ยามีโบรักษาอย่างไร ?

       A :  1.  ล้างแผลด้วยน้ำเกลือจนสารเคมีถูกชะล้างหมด  ( ล้างแผลในครั้งแรกเท่านั้น )

             2.  ซับด้วยผ้าก็อตสะอาดจนแห้ง

             3.  ทายา 2-3 มม. ปิดด้วยผ้าก็อต 1-2  ชั้น  เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนแผลหาย  

 

22.  Q : เวลาฉายแสง  สามารถทายามีโบได้หรือไม่ ?

       A :  ได้   โดยหลังจากที่ฉายแสงเสร็จให้รีบทายามีโบทันที  จะช่วยลดอาการเจ็บปวดของ

บาดแผลที่ถูกฉายแสง  ไม่ควรทายามีโบก่อนการฉายแสง  เพราะตัวยาเป็นน้ำมัน  เมื่อทา

เคลือบแผลไว้อาจทำให้การฉายแสงได้ผลไม่เต็มที่

 

23.  Q : คนในโรงงานเป่าเครื่องแก้ว  ยืนทำงานโดยไม่ใส่รองเท้า  เท้าได้รับความร้อนอยู่นาน

จนทนไม่ได้   มาห้องพยาบาล  แต่ทายามีโบ 15 นาที แล้วไม่หายปวดแสบปวดร้อน   ต้องส่ง

โรงพยาบาล  ทางโรงพยาบาลใช้น้ำฉีดที่เท้าทิ้งไว้สักพัก  แล้วทายามีโบ  จึงหายปวดแสบ

ปวดร้อน  เพราะอะไร?

       A :  เนื่องจากความร้อนถูกสะสมอยู่ในร่างกายนาน   ต้องใช้น้ำฉีดเพื่อระบายความร้อนก่อน 

จึงจะทายาแล้วได้ผล   เช่นเดียวกับคนโดนไฟดูด  หรือ ไฟช็อต   แพทย์ต้องทำการกรีดหน้า

แผลบางๆ   ให้ความร้อนระบายออกมา  จึงเริ่มทำการรักษาตามขั้นตอนของมีโบ

 

คำถามอื่นๆ

 

24.  Q : ถ้าผู้ป่วยทานยาปฏิชีวนะแล้วแพ้   ทำให้เกิดแผลพุพองบริเวณผิวหนัง   สามารถใช้

ยามีโบรักษาได้หรือไม่ ?

       A :  รักษาได้    โดยทายาหนาประมาณ 2-3 มิลลิเมตรลงบนผิวหนังที่เกิดเป็นแผลพุพอง  

เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง หรือถ้าแผลเกิดเป็นถุงน้ำให้เจาะน้ำออกในวันที่ 2 ของการทายาโดย

ไม่ต้องตัดเนื้อเยื่อนั้นออก ประมาณ 2-3 วัน เนื้อเยื่อที่ตายแล้วจะค่อยๆหลุดลอกออกเอง 

 

25.  Q : ทายามีโบไประยะหนึ่งแล้ว  เกิดตุ่มเม็ดเล็กๆ  บนแผล  และมีอาการคันร่วมด้วย 

เพราะอะไร ?

       A :  เกิดจากการแพ้สารสกัดจากสมุนไพรบางตัวที่ผสมอยู่ในตัวยา   หรือเกิดจากการทำ

ความสะอาดแผลไม่ถูกวิธี   หากเกิดอาการแบบนี้  ให้หยุดใช้ยาทันที 

             ในบางครั้งการแพ้ยามีโบ  ยังสังเกตุได้จากเมื่อทายาลงบนแผลแล้วประมาณ

10-15 นาที  ยังเกิดอาการปวดแสบปวดร้อนโดยไม่ทุเลา   มีอาการปวดแสบปวดร้อนต่อ

เนื่อง   และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ   ติดต่อกันถึงประมาณ  1 ชั่วโมง ให้ล้างยามีโบออกด้วยน้ำเกลือ 

แล้วทายาตัวอื่นที่แพทย์แนะนำ   

           ยาทุกชนิดมีโอกาสเกิดการแพ้ได้   หากเกิดการแพ้ยามีโบดังกล่าว  ให้หยุดใช้

ยาก่อน  หลังจากผ่าน ไป 3 วัน   จึงกลับมาลองใช้ยามีโบใหม่อีกครั้ง   ถ้ายังเกิดอาการ

เช่นเดิม   ให้ใช้ยาตัวอื่นแทน   

            ** โดยทั่วไปแล้วอัตราการเกิดอาการแพ้ยามีโบมีน้อยมาก ประมาณ 3 : 1,000 คน **

 

26.  Q :  เมื่อรักษาด้วยยามีโบแล้ว ก่อนแผลจะหาย จะมีอาการคันหรือไม่ ?

       A :  แล้วแต่กรณี    บางคนอาจมีอาการคันเล็กน้อย    ขึ้นอยู่กับความชุ่มชื้นของหน้าแผล  

และการเจริญเติบโตของเซลล์  

 

27.  Q :  หากคนไข้ยังให้น้ำเกลืออยู่  จะรักษาด้วยยามีโบได้หรือไม่ ?

       A :  ได้   แต่ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์  เพราะการที่คนไข้ยังให้น้ำเกลืออยู่  แสดงว่า

ร่างกายยังไม่แข็งแรง   มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้

 

28.  Q :  ทำไมใช้ยามีโบแล้ว  แผลยังตกสะเก็ด ?

       A :  อาจเกิดจาก  2  สาเหตุด้วยกันคือ

              1)   การใช้น้ำเกลือล้างแผลบ่อยๆ ซึ่งไม่ควรทำ ควรล้างน้ำเกลือ 1-2 ครั้งแรกเท่านั้น

ในกรณีที่แผลสกปรกมาก  หรือแผลที่โดนสารเคมี   การล้างแผลบ่อยทำให้เซลอ่อนหลุดลอก

ง่าย   แผลหายช้า

              2)  ความชุ่มชื้นของผิวหนังไม่เพียงพอ   เกิดจากทายาบางเกินไป  หรือเวลานอน 

การพลิกตัวไปมาอาจทำให้ยาถูกเช็ดออกได้ง่าย  แผลจะแห้ง   ดังนั้นเวลานอนควรทายามีโบ

ไว้แล้วทับด้วยผ้าก็อต  1  ชั้น   จากนั้นทายามีโบซ้ำอีกครั้งบนผ้าก็อต   และใช้ผ้าก็อตสะอาด

พันแผลโดยรอบอีก  1 ชั้น   เพื่อคงความชุ่มชื้นไว้

 

29.  Q :  บางครั้งการรักษาด้วยยามีโบ  ทำไมบางคนหายช้า  บางคนหายเร็ว ?

       A :  ยามีโบนั้นเน้น  1.  ระงับปวด  2. สร้างเซลล์  3.  ช่วยให้แผลสมานอย่างเป็น

ธรรมชาติ   แต่ผิวหนังของแต่ละคนไม่เหมือนกัน   จึงหายช้า-เร็วต่างกัน   บางคนล้างแผลด้วย

น้ำเกลือทุกครั้งที่เปลี่ยนยา  ทำให้เซลอ่อนที่กำลังสร้างตัวหลุดลอกง่าย   เนื้อเยื่อซ่อมแซม

ตัวเองได้ช้า  บางคนยังมีโรคประจำตัว  เช่น  เบาหวาน  ก็ยิ่งทำให้แผลหายช้ามากขึ้น

 

30.  Q :  บริเวณจุดที่เป็นแผลฉกรรจ์  หรือตามข้อพับ   ทำไมแผลหายช้ากว่าส่วนอื่น ?

       A :  เพราะแผลส่วนนั้นค่อนข้างลึก  หรือตามข้อพับที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา   ทำให้

เซลล์อ่อนที่กำลังสร้างตัวหลุดลอกง่าย    เนื้อเยื่อสร้างตัวช้า   จึงควรทายาหนาขึ้น 1 มม. ใช้

ผ้าก็อตปิดทับ  2-3 ชั้น เพื่อไม่ให้ยาถูกเช็ดออกได้ง่ายและคงความชุ่มชื้น แผลจะหายเร็วขึ้น
 

31.  Q :  ในกรณีที่ใช้ยารักษาแผลชนิดอื่นไปแล้วหลายวัน  สามารถเปลี่ยนมาใช้  MEBO

ได้หรือไม่ ?

       A :  ได้  แต่แผลอาจจะหายช้ากว่าปกติ  เพราะเซลบางส่วนถูกทำลายไปจากการล้างแผล

บ่อยๆ   และตัวยาอื่นส่วนใหญ่มีส่วนผสมของสารเคมี   การสร้างเซลจึงไม่เป็นไปตามธรรมชาติ  

อาจเกิดแผลเป็นได้   แต่ถ้าใช้ยา MEBO ตั้งแต่เริ่มเป็นแผล   จะช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็นได้

 

32.  Q :  ถ้าผู้ป่วยแผลหายแล้ว   ควรทายามีโบต่อหรือไม่  เพราะเหตุใด ?

       A :   แม้แผลปิดสนิทแล้ว  ควรทายาต่ออีกประมาณ 2 - 4  สัปดาห์  เพื่อช่วยรักษาความ

ชุ่มชื้นของแผล  และกระตุ้นให้เซลสีผิวกลับคืนมา

 

 

Top Seller

      ประจำเดือน เมษายน 2012

 

Anicine

 

Wound care for your pets

 

แชมพูผสมสมุนไพร

     สำหรับผมร่วง  ผมคัน เป็นรังแค

 

 

สการ์ครีม

    ช่วยลดเลือนแผลเป็น จุดด่างดำ อย่างได้ผล  

User Online

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday11
mod_vvisit_counterYesterday56
mod_vvisit_counterThis week67
mod_vvisit_counterLast week487
mod_vvisit_counterThis month1234
mod_vvisit_counterLast month1584
mod_vvisit_counterAll days18289
We have: 1 guests online
Your IP: 38.107.179.211
 , 
Today: May 21, 2012

Web Link

 เวบเพื่อคนไทยใช้ free software  

 

   ผู้แทนจำหน่ายยามีโบในไทย     

 

   อัญมณีงานศิลป์ทรงคุณค่า